วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560

สงครามไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นบนโลก เพราะหากเกิดขึ้นย่อมทำลายความเสียหายยับเยินให้กับบ้านเมืองมหาศาล สงครามที่ติดด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์และระเบิดปรมาณูทุกชนิด สามารถทำลายล้างผู้คนและบ้านเรือนให้หมดสิ้นไปโลกได้ หากแต่สงครามหนึ่งที่เรียกว่า "สงครามเย็น" ที่หลายคนคิดว่าเป็นสงครามที่ใช้ทักษะความคิดและการเจรจา หารู้ไม่ว่านั่นคือสงครามที่แบ่งขั้วอำนาจออกเป็น 2 โลกก็ว่าได้ ในยุคนั้นไม่มีใครไม่รู้จักมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่อย่าง สหรัฐอเมริกา และ สหภาพโซเวียต (ชื่อเดิมก่อนจะมาเป็นรัสเซีย) ที่ฝ่ายหนึ่งต้องการขยายวงจรประชาธิปไตย แต่อีกฝ่ายกับสกัดกั้นมันด้วยการล้อมกรอบคอมมิวนิสต์


จากอดีตในช่วงที่เกิดสงครามโลกทั้ง 2 นั้น สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตหรือรัสเซียนั้น ต่างเป็นพันธมิตรเคียงข้างในสมรภูมิรบ จนทำให้ทั้งคู่ประสบชัยชนะมาได้ เนื่องจากเป็นประเทศที่เป็นมหามิตรของสองในสามผู้ยิ่งใหญ่ (ประกอบด้วย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และ สหภาพโซเวียต) เมื่อเป็นพันธมิตรกันก็มักจะมีเรื่องบาดหมางใจกันเป็นธรรมดา โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดตั้งองค์การสันติภาพในตุรกี เยอรมนี และยุโรปตะวันออก นำมาซึ่งการเผชิญหน้าของ 2 มหาอำนาจที่ต่างต้องการกุมอำนาจของตนเองไว้ในมือ และขณะนั้นเองสหรัฐอเมริกาประกาศใช้ หลักการทรูแมน (Truman Doctrine) เป็นการคานอำนาจคู่แข่งเพื่อปกป้องการแพร่ขยายอำนาจคอมมิวนิสต์ไม่ให้ลุกลามไปยังประเทศต่างๆ อีกทั้งยังประกาศแผนการมาร์แชล์ (Marshall Plan) เพื่อช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศต่างๆ ในยุโรปเพื่อให้ฟื้นตัวจากความหายนะทางเศรษฐกิจสหภาพโซเวียตจึงจัดตั้ง องค์การโคเมคอน (Comecon) ขึ้นใน ค.ศ.1949 เพื่อตอบโต้และช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจแก่กลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ด้วย


แฮร์รี่ เอส ทรูแมน (Harry S Truman)
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ผู้ริเริ่มแผนมาร์แชล์ (Marshall Plan) ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของยุโรป




ทางฝั่งของสหภาพโซเวียตนั้น ก็เริ่มที่จะออกมาตอบโต้สหรัฐอเมริกา ด้วยการแทรกแซงทางการเมืองในตุรกีและกรีซ รวมไปถึงการปิดล้อมเมืองเบอร์ลิน ทำให้เกิด กำแพงเบอร์ลิน เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งช่วยเหลือเบอร์ลินตะวันตกที่มีสหรัฐอเมริกาคอยหนุนหลังอยู่ อีกด้านหนึ่งของมุมโลก พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีชัยชนะเหรือสงครามกลางเมือง ทำให้โลกคอมมิวนิสต์เริ่มสร้างความเป็นปึกแผ่นมากขึ้น แต่ทางซีกโลกประชาธิปไตยก็ไม่ลดละความพยายาม หากมีการเผยแพร่คอมมิวนิสต์ที่ใด ที่นั่นย่อมมีการทำสงครามอย่างแน่นอน


นับวันรอยร้าวความสัมพันธ์ของอดีตสองมหามิตรก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ไม่ต่างอะไรกับบนเปลือกโลกที่มีแต่จะมีความแตกแยกกันมากขึ้น เมื่อทวีปแยกออกจากกับตามกฎธรรมชาติ แต่สิ่งที่แยกจากกันตามมาจากฝีมือของมนุษย์นั้นคือ ประเทศ และ อุดมการณ์ ดังนั้นในรูปแบบของสงครามเย็นที่ทำสงครามผ่านตัวแทนนั้น นำมาซึ่งความแตกแยกของประเทศที่ได้ขยายอำนาจออกไป บางประเทศรวมเข้าด้วยกันได้ อย่างเช่น เยอรมนี และ เวียดนาม แต่มีประเทศหนึ่งที่นับจากสงครามเย็นเป็นต้นมา ก็ไม่สามารถรวมประเทศได้เป็นหนึ่งเดียวได้อีกเลย เฉกเช่น เกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ ที่ยังคงรักษาเขตความขัดแย้งไว้ที่เส้น 38 องศา


อย่างไรก็ดีสงครามย่อมมีวันสงบศึก ด้วยวีรบุรุษผู้หนึ่งจากรัสเซียนามว่า มิคาอิล กอร์บาชอฟ ประธานาธิบดีแห่งสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (USSR) ในขณะนั้น ผู้ใช้การปฏิรูปสหภาพจนนำไปสู่การยุติสงครามเย็นในที่สุด หลังจากนั้นเขาก็ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ เมื่อปี ค.ศ.1990

มิคาอิล กอร์บาชอฟ
อดีตประธานาธิบดีสหภาพโซเวียต

ถึงกระนั้นความขัดแย้งของทั้งสองประเทศนี้ก็เบาบางลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังร่องรอยของอดีตที่ยังไม่จางหาย ระดับความสัมพันธ์นั้นอยู่ในจุดต่ำสุดนับตั้งแต่หลังสงครามเย็นยุติลง ด้วยเหตุปัจจัยในเรื่องของผลประโยชน์ของชาติก็ดี หรือดินแดนบางส่วนในตะวันออกกลางที่ยังทำสงครามไม่จบสิ้น หากทั้งสองฝ่ายยังคงแสดงแสนยานุภาพด้านกองทัพให้เกรียงไกร ก็ไม่มีวันที่รอยร้าวในอดีตนั้นจะลบเลือนได้หมดสิ้น